พวงหรีดอาหารสุนัขอาหารแมว พอดี้ x สุคติ โดย สุริยาหีบศพ

สำหรับทาสหมาทาสแมว ถ้าได้เห็นพวงหรีดนี้ ก็คงทำเอาจุกอกและทึ่งในไอเดียไปพร้อมๆ กัน... ใครจะคิดว่าในวันที่ความเศร้าปกคลุมงานอาลัย จะมี "ดอกไม้" ที่กินได้ และเปลี่ยนความโศกเศร้าให้กลายเป็นรอยยิ้มของชีวิตเล็กๆ ได้มากมายขนาดนี้ นี่คือการคอลแลปที่ลงตัวระหว่าง พอดี้ x สุคติ โดย สุริยาหีบศพ ที่เปลี่ยนนิยามของ "พวงหรีด" ไปตลอดกาล

เหตุผลเบื้องหลังไอเดียการแสดงความอาลัยให้หมาแมวอิ่มท้องได้ เริ่มมาจากคำว่า … เพราะความตายไม่ใช่จุดจบ... แต่คือการเริ่ม "ต่อบุญ" เราคุ้นชินกับการซื้อพวงหรีดดอกไม้ราคาหลักพัน เพื่อวางไว้ 3-5 วันแล้วกลายเป็นขยะกองโตหลังจบงาน แต่จะดีกว่าไหม? ถ้าเงินก้อนเดิมนั้น ถูกเปลี่ยนเป็น "มื้ออาหารประทังชีวิต” ให้น้องหมาน้องแมวจรจัดที่หิวโหย

มันคือการ "ทำทาน" ในนามผู้ที่ล่วงลับ เป็นบุญบริสุทธิ์ที่ส่งต่อลมหายใจให้ชีวิตที่ไร้ทางสู้... เป็นการส่งเสียครั้งสุดท้ายที่งดงามที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำให้กันได้ และปัญหาใหญ่ของทุกวัดคือ … "ขยะพวงหรีด" ทั้งดอกไม้ ทั้งโฟม ทั้งพลาสติก ที่เป็นภาระให้กับวัดมานานแสนนาน พวงหรีดพอดี้ x สุคติ ทำให้ตัดวงจรนั้นทิ้งไปได้เลย!

• โครงพวงหรีดทำจากกระดาษพิมพ์ลายดอกไม้: สวยงาม เรียบหรู และย่อยสลายได้
• อาหารสุนัขและอาหารแมว: หลังจบงานสามารถนำไปบริจาคต่อได้ ไม่เหลือทิ้งให้เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นการไว้อาลัยที่ "คลีน" ทั้งกายและใจ จบงานอาลัย... วัดสะอาด หมาแมวอิ่ม โลกยิ้มได้

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่มันคือเรื่องของ "หัวใจ" ที่คิดมาเพื่อแก้ปัญหา มันคือการให้ที่ครบวงจร ตั้งแต่เจ้าภาพ วัด น้องหมาน้องแมวที่หิวโหย ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม

อย่าให้ความอาลัย... จบลงที่กองขยะ มาช่วยกันทำให้ "พวงหรีดอาหารสัตว์" กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทยกัน ช่วยกัน แชร์ ให้โลกเห็นว่า พลังความรักที่มีต่อผู้จากไป สามารถกลายเป็นพลังชีวิตให้ผู้อื่นได้จริงๆ

สนใจติดต่อ @sukhati โทร : 097-426-6965

คุณพ่อ คุณแม่ที่กำลังเลี้ยงน้องหมาอยู่ รู้หรือไม่ว่า น้องหมาของเราก็สามารถเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) ได้เหมือนกันกับเรา ซึ่งโรคนี้เป็นภัยเงียบที่อาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของพวกเค้าหากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับโรคตับอ่อนอักเสบในสุนัขกัน เพื่อให้น้องหมาของเรามีสุขภาพดี อยู่เล่นกับพวกเราไปได้อีกนาน ถ้าพร้อมแล้วเรามารู้จักหน้าที่สำคัญของตับอ่อนกันก่อนเลย

ตับอ่อนทำหน้าที่อะไร?

ตับอ่อน (Pancreas) เป็นอวัยวะสำคัญที่อยู่ในช่องท้อง ใกล้กับกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น มีบทบาทสำคัญถึง 2 หน้าที่ ได้แก่

  1. การย่อยอาหาร

ตับอ่อนทำหน้าที่สร้าง และหลั่งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร โดยเอนไซม์เหล่านี้จะอยู่ในรูปที่ยังไม่ออกฤทธิ์ จนกว่าจะถูกหลั่งลงสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งเป็นกลไกของร่างกายเพื่อป้องกันการย่อยสลายเนื้อเยื่อของตนเอง

  1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ตับอ่อนยังทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อ โดยจะสร้างฮอร์โมน และหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เพื่อรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด

หรืออาจทำความเข้าใจได้ว่า ตับอ่อนเปรียบเสมือนผู้จัดการด้านสารอาหารของร่างกาย ตั้งแต่การย่อยสลาย และการนำไปใช้ ดังนั้นเมื่อตับอ่อนเกิดความผิดปกติ กระบวนการทำงานต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ และส่งผลกระทบต่อร่างกายน้องหมาได้นั่นเอง

โรคตับอ่อนอักเสบในสุนัขเกิดจากอะไร?

โรคตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) คือภาวะที่ตับอ่อนเกิดการอักเสบขึ้น โดยมีสาเหตุหลักมาจากเอนไซม์ที่สร้างจากตับอ่อนถูกกระตุ้นให้ทำงานก่อนเวลาที่ควรจะเป็น ทำให้เอนไซม์เหล่านั้นเริ่มย่อยสลายเนื้อเยื่อของตับอ่อนเอง ส่งผลให้เกิดการอักเสบขึ้น

โดยการอักเสบนี้สามารถลุกลามไปสู่เนื้อเยื่อรอบข้างหรือแม้แต่อวัยวะสำคัญอื่น ๆ จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง จนอาจทำให้เสียชีวิตได้ในกรณีที่การอักเสบนั้นรุนแรง และเฉียบพลัน 

หากปล่อยให้การอักเสบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อการทำงานของตับอ่อนอย่างถาวรได้ แม้พวกเค้าจะหายจากโรคแล้วก็ตาม

อาการของโรคตับอ่อนอักเสบในสุนัข

อาการของ ตับอ่อนอักเสบในสุนัข อาจแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของโรค แต่อาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • เบื่ออาหาร
  • ท้องเสีย
  • อาเจียน
  • อ่อนแรง ซึม
  • คลื่นไส้, น้ำลายยืด
  • ปวดท้องรุนแรง (อาจสังเกตได้จากน้องหมาไม่อยากให้จับบริเวณหน้าท้อง)
  • สำรอกอาหาร

นอกจากนี้ ในกรณีที่การอักเสบลุกลามไปสู่อวัยวะอื่น อาจมีอาการร่วมกับปัญหาระบบอื่น ๆ เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือดหรือระบบทางเดินหายใจได้

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคตับอ่อนอักเสบในสุนัข

มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด ตับอ่อนอักเสบในสุนัข ได้แก่

  • ภาวะอ้วน: น้องหมาที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงสูง
  • อาหารที่มีไขมันสูง: การกินอาหารที่มีไขมันสูงเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค
  • ไขมันในเลือดสูง: ภาวะที่มีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ
  • โรคทางฮอร์โมน: น้องหมาที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับฮอร์โมน เช่น
    • ภาวะคุชชิง (Cushing’s disease)
    • โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus – DM)
    • ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ (Hypothyroidism)
  • ยาบางชนิด: ยาบางประเภทเมื่อใช้ในระยะยาว อาจเพิ่มความเสี่ยง เช่น
    • Potassium Bromide (KBr)
    • Phenobarbital (ฟีโนบาร์บิทัล)
    • Azathioprine (อะซาไธโอพรีน)
    • Sulfonamides (ซัลโฟนาไมด์)
    • Asparaginase (แอสปาราจิเนส)
  • สายพันธุ์: สุนัขบางสายพันธุ์อาจมีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงกว่าสายพันธุ์อื่น เช่น
    • มิเนเจอร์ ชเนาเซอร์ (Miniature Schnauzer)

การป้องกันตับอ่อนอักเสบในสุนัข ทำได้อย่างไร?

การป้องกัน ตับอ่อนอักเสบในสุนัข สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการควบคุม 3 ข้อหลัก ดังนี้

  1. ควบคุมอาหารและน้ำหนัก

หลีกเลี่ยงการให้อาหารที่มีไขมันสูงแก่น้องหมา เลือกให้อาหารสูตรควบคุมพลังงานสำหรับน้องหมาที่มีภาวะอ้วนหรือมีแนวโน้มน้ำหนักขึ้นง่าย รวมถึงควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสมตามความต้องการของน้องหมาแต่ละตัว

ขอแนะนำ Pawdy Care More สูตร Weight control อาหารสุนัขสำหรับสุนัขที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ใช้อกไก่ลีน ไม่เติมเกลือ เพื่อให้ลูกรักมีสุขภาพที่ดีแบบครบองค์รวม และมีร่างกายที่สมส่วน แข็งแรง

  1. ควบคุมโรคประจำตัว

สำหรับน้องหมาที่มีภาวะโรคทางฮอร์โมนหรือน้องหมาสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยง ควรได้รับการตรวจสุขภาพเป็นระยะ ให้การดูแลเป็นพิเศษ และปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัด

  1. ควบคุมการใช้ยา

ควรใช้ยาต่าง ๆ ภายใต้การสั่งจ่าย และการดูแลของสัตวแพทย์เท่านั้น แจ้งสัตวแพทย์เกี่ยวกับประวัติการใช้ยา และโรคประจำตัวของน้องหมาเสมอ

เพียงเท่านี้เราก็สามารถที่จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบในสุนัข และช่วยให้น้องหมาที่เรารักมีสุขภาพดี พร้อมวิ่งเล่นซนไปกับเราไปได้อีกนานนนน

ขอบคุณข้อมูลจาก

เอกสารเรียนเรื่อง Disease of exocrine pancreas (จัดทำโดย Sathidpak Assawarachan DVM, MSc, PhD, DTBVM, DAiCVIM-internal medicine)

สำหรับทาสแมวแล้ว ไม่มีอะไรจะทำให้น่าใจหาย และกังวลใจไปกว่าการที่เจ้านายตัวน้อยของเราหายออกจากบ้านไปแบบไม่บอกกล่าว ไม่ว่าจะตะโกนเรียกจนเสียงแหบหรือเดินตามหาจนทั่วก็ไม่เจอ

เมื่อเป็นแบบนี้ ทาสหลายคนจึงหันไปพึ่งวิธีสายมู ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวม 3 วิธีที่จะช่วยเรียกน้องแมวกลับบ้าน ซึ่งเป็นวิธีที่เล่าต่อกันมา และมีทาสแมวบางคนก็ยืนยันว่าเป็นวิธีที่ทำแล้วได้ผลจริง 

เอาล่ะ! อย่ามัวเสียเวลา ตั้งสมาธิให้ดี แล้วมาดูกันว่ามีวิธีอะไรบ้างที่จะช่วยให้น้องเหมียวของเรากลับบ้านมาหาทาสคนนี้

3 วิธีเรียกน้องแมวกลับบ้านฉบับสายมู

1. เอาหม้อครอบหัวแล้วหันไปเรียกน้องแมว

หนึ่งในความเชื่อโบราณที่เล่าต่อกันมา โดยวิธีนี้เป็นวิธีที่ว่ากันว่าคนสมัยก่อนมักใช้ในการเรียกสามีกลับบ้าน จากนั้นจึงถูกนำมาปรับใช้เรียกน้องแมวกลับบ้าน

วิธีทำ

  • หยิบหม้อทำกับข้าวในครัวมา 1 ใบ (ใบไหนก็ได้ที่เราสะดวก)
  • นำหม้อใบนั้นมาครอบไว้บนศีรษะของเรา
  • หันหน้าไปทางทิศที่น้องแมวอยู่เป็นครั้งสุดท้ายหรือที่ที่น้องแมวชอบเดินไป
  • พร้อมกับตะโกนเรียกชื่อน้องแมวดังๆ และขอให้เค้ากลับบ้าน

(แอบกระซิบว่า มีคนเคยลองวิธีนี้แล้วได้ผลด้วยนะ)

2. จุดธูปกลางแจ้ง แล้วให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยตามหา 

อีกหนึ่งวิธีสายมูยอดฮิต คือการบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเจ้าที่เจ้าทางที่ดูแลปกปักรักษาในบริเวณนั้น ให้ช่วยดลบันดาลให้น้องแมวของเรากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

วิธีทำ

  • เตรียมธูป 9 ดอก
  • ไปยืนอยู่กลางแจ้ง บริเวณหน้าบ้านหรือบริเวณที่น้องแมวชอบไปวิ่งเล่น
  • บอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเจ้าที่เจ้าทางบริเวณนั้น ว่าน้องแมวของเราชื่ออะไร มีลักษณะอย่างไร หายไปเมื่อไร วันไหน พร้อมบอกบ้านเลขที่ที่น้องแมวเคยอยู่ 
  • อธิษฐาน ให้ท่านช่วยดลบันดาลให้ทาสแมวอย่างเราเจอหรือให้พวกเค้ากลับมาถึงบ้านโดยเร็ว (เคล็ดลับคืออย่าลืมบอกต่อท่านด้วยความจริงใจด้วยนะ)
  • ปักธูปลงในกระถางหรือบนพื้นดิน

3. กระซิบบอกน้องแมวจรแถวนั้น

วิธีสุดท้ายสุดคลาสสิก ที่มาจากความเชื่อที่ว่า เมื่อน้องแมวหายออกจากบ้าน พวกเค้ามักจะไปเดินคุยกับน้องแมวทั่ว ๆ ไป ทำให้บางครั้งอาจคุยเพลินจนลืมกลับบ้าน

วิธีทำ

  • เมื่อเจอน้องแมวจรในละแวกบ้านหรือในที่ที่น้องแมวของเราหายไป
  • ค่อย ๆ เข้าหาอย่างเป็นมิตร อาจจะนำอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปฝากเพื่อสร้างความคุ้นเคยและไว้วางใจ
  • เมื่อน้องแมวจรยอมให้เข้าใกล้ ให้ค่อย ๆ ลูบตัวเบา ๆ แล้วกระซิบบอกพวกเค้าว่า น้องแมวของเราชื่ออะไร มีลักษณะแบบไหน สีอะไร และฝากช่วยบอกให้กลับบ้านหน่อย ที่บ้านคิดถึงแล้ว 
  • และหวังให้น้องแมวตัวนั้นไปบอกให้เจ้านายของเรากลับบ้านอย่างถูกทาง

วิธีอื่น ๆ ในการเรียกน้องแมวกลับบ้าน

นอกจากวิธีสายมูข้างต้น ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่ช่วยให้เราตามน้องแมวกลับบ้านได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 

  • ทำป้ายประกาศ
  • บอกคนในชุมชน 
  • ทำโพสต์ตามหาลงโซเชียล
  • นำอาหารที่น้องชอบหรือมีกลิ่นแรงไปวางตรงที่น้องหายไป

อย่างไรก็ตาม แม้วิธีการสายมูจะเป็นที่หนึ่งในตัวเลือกที่น่าลอง แต่การป้องกันไม่ให้น้องแมวหายไปตั้งแต่แรกย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะกับน้องแมวที่เลี้ยงในระบบปิดซึ่งไม่คุ้นเคยกับอันตรายนอกบ้าน 

การดูแลความปลอดภัยให้พวกเค้า เช่น การทำรั้วให้มิดชิด สวมปลอกคอพร้อมป้ายชื่อหรือฝังไมโครชิปให้น้องแมว จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ สำหรับทาสแมวคนไหนที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ พวกเราพอดี้ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ และหวังว่าเจ้านายตัวน้อยของทาสทุกคนจะกลับบ้านอย่างปลอดภัยในเร็ววันนะ

หนึ่งในคำถามยอดฮิตของคนรักสุนัขก็คือ “ถ้าน้องหมาจมูกแห้ง แปลว่าไม่สบายใช่ไหม?” คุณพ่อ คุณแม่หลายคนอาจมีความเข้าใจว่า จมูกน้องหมาจะต้องเย็น และชุ่มชื้นอยู่เสมอถึงจะเป็นสัญญาณของสุขภาพที่ดี 

แต่ความจริงแล้วจมูกแห้งไม่ได้หมายถึงอาการป่วยเสมอไป ในบทความนี้เราจะพาทาสหมาทุกคนมาทำความเข้าใจกับปัญหาอาการสุนัขจมูกแห้ง เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลพวกเค้าเมื่อมีปัญหาจมูกแห้งอย่างถูกต้อง

จมูกของสุนัขทำหน้าที่อะไรบ้าง?

จมูกของน้องหมาไม่ได้มีไว้เพื่อหายใจเพียงอย่างเดียว แต่จมูกของพวกเค้ามีหน้าที่สำคัญมากมายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ดังนี้

  1. การดมกลิ่น

ซึ่งเป็นความสามารถที่โดดเด่นของน้องหมา จมูกของน้องหมามีเซลล์ประสาทรับกลิ่นมากถึง 300 ล้านตัว ซึ่งมากกว่ามนุษย์ที่มีเพียง 5 ล้านตัว ทำให้จมูกของน้องหมามีประสาทรับกลิ่นที่ไวมาก สามารถรับรู้กลิ่นได้ละเอียด และหลากหลายกว่ามนุษย์หลายเท่า สามารถใช้ตรวจจับสิ่งแปลกปลอมหรือค้นหาบุคคลได้อีกด้วย

  1. การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย

เนื่องจากน้องหมาไม่มีต่อมเหงื่อทั่วร่างกายเหมือนมนุษย์ จึงต้องระบายความร้อนผ่านการหายใจทางปากและจมูกหรือการหอบหายใจเพื่อขับความร้อน

สุนัขจมูกแห้ง ไม่ได้แปลว่าป่วยเสมอไป

ปกติแล้วจมูกของน้องหมามักจะมีความชื้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นสัญญาณของสุขภาพที่ดี แต่หากพบว่าจมูกน้องหมาแห้ง ทำให้คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกกังวลว่าเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพหรือไม่ แต่ที่จริงแล้วจมูกแห้งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

  1. การนอนหลับนานเกินไป

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สุนัขจมูกแห้งที่พบบ่อยที่สุดคือการนอนหลับ เพราะเมื่อนอนหลับ น้องหมาจะไม่เลียจมูก ทำให้ขาดความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ เมื่อตื่นขึ้นจมูกอาจรู้สึกแห้งไปบ้าง แต่จะกลับมาชุ่มชื้นเมื่อพวกเค้าเลียจมูกอีกครั้ง

  1. สภาพอากาศ

อุณหภูมิ และความชื้นในอากาศส่งผลต่อความชื้นของจมูกน้องหมาได้ หากอากาศแห้ง ร้อนหรือมีลมแรง จมูกน้องหมาอาจสูญเสียความชื้นได้ง่าย ในฤดูหนาวที่อากาศเย็น และแห้ง หรือฤดูร้อนที่แดดแรง น้องหมาบางตัวอาจมีปัญหาจมูกแห้งหรือแตกได้ นอกจากนี้ การอยู่ใกล้แหล่งความร้อน เช่น เครื่องทำความร้อนหรือช่องแอร์ ก็อาจทำให้พวกเค้าจมูกแห้งได้เช่นกัน

  1. การแพ้หรือการระคายเคือง

จมูกแห้งอาจเกิดจากการแพ้สารเคมี สบู่ น้ำยาทำความสะอาดหรือแม้แต่อาหารที่พวกเค้ากินเข้าไป หากน้องหมาของเรามีอาการจมูกแห้งร่วมกับอาการคัน แดงหรือเกาบริเวณใบหน้า นั่นอาจบ่งบอกถึงการแพ้หรือระคายเคืองได้นั่นเอง

  1. เกิดจากภาวะขาดน้ำ

เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจะพยายามรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทำให้ความชื้นที่ปกติจะช่วยรักษาความนุ่ม และชุ่มชื้นของจมูกลดลงได้

  1. อายุที่มากขึ้น

เมื่อน้องหมาของเรามีอายุมากขึ้น ระบบควบคุมความชื้นในร่างกายอาจทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้ผิวหนัง รวมถึงจมูกสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายขึ้น อีกทั้งสุนัขสูงวัยยังมีแนวโน้มที่จะดื่มน้ำน้อยลง เนื่องจากความรู้สึกกระหายน้ำลดลงหรือมีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคไตหรือเบาหวาน ซึ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ง่ายกว่าเดิมนั่นเอง

สัญญาณสุนัขจมูกแห้งที่ควรพาไปพบสัตวแพทย์

แม้จมูกแห้งมักไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ หากพบว่าจมูกของน้องหมามีอาการเหล่านี้ คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที

  • จมูกแห้งผิดปกติ และต่อเนื่องนานเกิน 2-3 วัน หรือไม่มีสาเหตุชัดเจน
  • มีรอยแตก มีเลือดออก หรือเป็นแผล โดยเฉพาะถ้าจมูกหนาเป็นสะเก็ดหรือลอกเป็นแผ่น 
  • มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ หายใจลำบากหรือมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด 
  • มีอาการของโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวานหรือโรคไต ซึ่งอาจส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ และจมูกแห้งรุนแรงหรือโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผิวหนังบริเวณจมูกเปลี่ยนแปลง

วิธีดูแลและป้องกันสุนัขจมูกแห้ง

การดูแลจมูกของน้องหมาให้ชุ่มชื้น และแข็งแรงไม่เพียงแต่ทำให้พวกเค้ารู้สึกสบายตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งคุณพ่อ คุณแม่สามารถทำได้ดังนี้

  1. ใช้บาล์มหรือเจลบำรุงจมูกที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์เลี้ยง

หากพบว่าจมูกสุนัขแห้งเล็กน้อย สามารถดูแลได้ง่าย ๆ ด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงจมูกที่ผลิตมาเพื่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้วาสลีนหรือครีมของมนุษย์ที่อาจมีส่วนผสมที่ระคายเคืองหรือเป็นอันตรายหากสุนัขเลียเข้าไป

ขอแนะนำ Pawdy Bittersweet Pet Healing Balm บาล์มธรรมชาติให้ความชุ่มชื้นสำหรับน้องหมา น้องแมว ใช้บริเวณผิวแห้ง ผิวแตก ผิวถลอก สกัดจาก Tannin ซึ่งให้รสฝาด และ ขม ป้องกันการเลีย เพื่อประสิทธิภาพของตัวบาล์ม

  1. เพิ่มความชื้นสภาพแวดล้อมภายในบ้าน

หากอากาศในบ้านแห้งเกินไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวหรือเมื่อใช้เครื่องปรับอากาศ ควรใช้เครื่องเพิ่มความชื้น ในห้องที่น้องหมาชอบอยู่มากที่สุดก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน

  1. ให้สุนัขดื่มน้ำให้เพียงพอ

การให้น้องหมาดื่มน้ำให้เพียงพอก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะน้ำช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของร่างกาย ควรวางชามน้ำไว้หลายจุดในบ้าน, ใช้น้ำที่สะอาดและเปลี่ยนใหม่เสมอหรือเสริมด้วยอาหารเปียก ก็จะช่วยกระตุ้นให้น้องหมาดื่มน้ำได้มากขึ้น 

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อนจัด

สำหรับน้องหมาที่ชอบออกไปวิ่งเล่นกลางแจ้ง ควรระวังการสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน โดยเฉพาะน้องหมาที่มีจมูกสีอ่อนหรือพันธุ์ที่บอบบาง

  1. หลีกเลี่ยงสารเคมีและสิ่งระคายเคือง

ระวังการสัมผัสสารเคมีที่อาจระคายเคืองจมูกของพวกเค้า เช่น น้ำยาทำความสะอาดพื้น น้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์

  1. พาไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

การพาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยให้สามารถตรวจพบสาเหตุของจมูกแห้งที่อาจเกิดจากโรคประจำตัว และได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

ดังนั้น การที่น้องหมาของเรามีจมูกแห้ง ไม่ได้หมายถึงอาการป่วยเสมอไป แต่อาจเกิดจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมหรือพฤติกรรมตามปกติของพวกเค้าได้ 

อย่างไรก็ตาม การหมั่นสังเกตอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการดูแลอย่างถูกวิธี จะช่วยให้น้องหมาของเรามีจมูกที่ชุ่มชื้น แข็งแรง และมีสุขภาพโดยรวมที่ดี อีกทั้งยังช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาวได้อีกด้วยนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.talingchanpet.net/สุนัขจมูกแห้ง

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=3895072750617508&id=196503423807811&set=a.197761787015308&locale=th_TH

https://www.petmd.com/dog/conditions/respiratory/dry-nose-sign-illness-dogs

https://vcahospitals.com/know-your-pet/why-do-dogs-have-wet-noses

https://brownvethospital.com/blog/should-you-worry-if-your-dogs-nose-is-dry/

สำหรับทาสแมวหลาย ๆ คน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “อุ้งเท้าแมว” คือหนึ่งในอวัยวะที่เมื่อไหร่ได้เห็นเป็นต้องใจละลายทุกที ด้วยความนุ่มนิ่ม น่าสัมผัส และก้อนมังคุดเล็ก ๆ สีชมพูที่ชวนให้กดเล่นทุกครั้งที่ได้เห็น 

แต่รู้หรือไม่ว่า อุ้งเท้าแมว ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารักเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทาสแมว ควรใส่ใจดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย แล้วทำไมเราถึงต้องดูแลอุ้งเท้าแมว และมีวิธีดูแลอุ้งเท้าแมว อย่างไรบ้าง มาหาคำตอบกัน เพื่อสุขภาพอุ้งเท้าที่ดีของเจ้านายที่เรารัก

ทำไมอุ้งเท้าแมวจึงสำคัญต่อน้องแมว?

อุ้งเท้าแมว เปรียบเสมือนเครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ช่วยให้น้องแมวสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ ลองมาดูกันว่า อุ้งเท้าแมว มีบทบาทสำคัญอะไรบ้าง

  1. ช่วยในการเคลื่อนไหว และทรงตัว 

อุ้งเท้าแมว ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักตัว และช่วยให้น้องแมวเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง หรือกระโดด โครงสร้างของอุ้งเท้าจะช่วยซึมซับแรงกระแทกเมื่อลงจากที่สูง และช่วยให้พวกเค้าทรงตัวได้ดีบนพื้นผิวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นเรียบ ลาดเอียง หรือพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอ

  1. อาวุธลับในการป้องกันตัว และล่าเหยื่อ

น้องแมวเป็นนักล่าโดยธรรมชาติ อุ้งเท้า ของพวกเค้าช่วยให้เหล่าน้องแมวสามารถย่องเบาได้อย่างเงียบเชียบ เข้าใกล้เหยื่อได้โดยไม่ส่งเสียง นอกจากนี้ อุ้งเท้า ยังเป็นที่เก็บกรงเล็บ ซึ่งสามารถกางออกมาเพื่อจับเหยื่อหรือป้องกันตัวจากอันตรายได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

  1. ใช้ในการสื่อสารและทำเครื่องหมายอาณาเขต

ภายใน อุ้งเท้าแมว มีต่อมน้ำมันที่สามารถปล่อยกลิ่นได้ เมื่อพวกเค้าข่วนพื้นผิวหรือวัตถุ มันไม่เพียงแค่ลับเล็บ แต่ยังฝากกลิ่นเฉพาะของตัวเองเพื่อบ่งบอกอาณาเขตให้แมวตัวอื่นทราบว่า “นี่เป็นถิ่นของฉันนะ ถ้าเข้ามาโดนสวบแน่!” 

  1. ตัวช่วยในการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย

อุ้งเท้าแมว เป็นจุดที่มีต่อมเหงื่อ ซึ่งช่วยในการระบายความร้อนในสภาพอากาศร้อน หรือในสถานการณ์ที่น้องแมวเกิดความกังวลหรือความเครียด แม้จะเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับหน้าที่อื่น ๆ แต่ก็มีบทบาทในการรักษาอุณหภูมิร่างกายให้สมดุล และช่วยลดความกังวลลงได้

  1. ศูนย์รวมความรู้สึกที่ไวต่อการสัมผัส

ผิวหนังบริเวณ อุ้งเท้าแมว มีเส้นประสาทอยู่จำนวนมาก ทำให้พวกเค้าไวต่อการสัมผัสอย่างมาก ความไวต่อการสัมผัสนี้ช่วยให้น้องแมวสามารถรับรู้พื้นผิวที่พวกเค้าเดินอยู่ได้อย่างละเอียด ช่วยประเมินความปลอดภัยของพื้นที่ และตรวจจับการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ได้อย่างแม่นยำ

จะเห็นได้ว่า อุ้งเท้าแมว มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของน้องแมวอย่างมาก ดังนั้น การ ดูแลอุ้งเท้าแมว ให้ดีจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับ ทาสแมว ทุกคน

เคล็ดลับการดูแลอุ้งเท้าแมวให้แข็งแรงและสุขภาพดี

การดูแลอุ้งเท้าแมวไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าอุ้งเท้าของน้องแมวจะนุ่มนิ่ม และแข็งแรงอยู่เสมอ

  1. หมั่นตรวจสอบอุ้งเท้าอย่างสม่ำเสมอ

ควรตรวจสอบ อุ้งเท้าแมว อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยการค่อย ๆ สัมผัสและสังเกตความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เช่น รอยแผล การบวมแดง สิ่งแปลกปลอม เช่น ก้อนหินเล็ก ๆ, หมากฝรั่งที่อาจติดอยู่ในอุ้งเท้าระหว่างการเดินเล่นหรือร่องรอยของปรสิต หากพบสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น มีหนอง มีกลิ่นเหม็น หรืออาการเจ็บปวดเมื่อสัมผัส ควรพาน้องแมวไปพบสัตวแพทย์ทันที

  1. ทำความสะอาดอุ้งเท้าอย่างอ่อนโยน

แม้น้องแมวจะเป็นสัตว์ที่รักความสะอาด และเลียอุ้งเท้าของตัวเองเป็นประจำอยู่แล้ว แต่บางครั้งสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ก็อาจเป็นอันตรายได้ เราจึงควรช่วยทำความสะอาดเพิ่มเติม โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นบิดหมาด ๆ เช็ดอุ้งเท้าเบา ๆ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงที่อ่อนโยนและปลอดภัย โดยหลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีสารเคมีแรง เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคือง และแห้งแตกได้

หลังจากทำความสะอาดแล้ว ควรเช็ดอุ้งเท้าให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราหรือการระคายเคืองจากความชื้น

  1. รักษาความชุ่มชื้นของอุ้งเท้า

สำหรับน้องแมวที่มีอุ้งเท้า แห้ง แตก หรือเป็นขุย ควรใช้ครีมหรือบาล์มบำรุงที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และบำรุงผิวหนังให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ของมนุษย์ เพราะอาจมีส่วนผสมที่อันตรายหากแมวเลียเข้าไป หากแมวมีอาการคันหรือเลีย อุ้งเท้า บ่อยกว่าปกติ ควรสังเกตดูว่าเป็นเพราะผิวแห้งหรือมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือไม่

และสำหรับทาสแมวที่กำลังมองหาบาล์มที่ช่วยลดรอยแห้ง แตก ของเจ้านายตัวน้อย ขอแนะนำ Pawdy Bittersweet Pet Healing Balm บาล์มธรรมชาติให้ความชุ่มชื้นสำหรับหมาและแมว ใช้บริเวณผิวแห้ง ผิวแตก ผิวถลอก สกัดจาก Tannin ซึ่งให้รสฝาด และ ขม ป้องกันการเลีย เพื่อประสิทธิภาพของตัวบาล์ม

  1. ตัดเล็บอย่างถูกวิธี

เล็บของน้องแมวที่ยาวเกินไปอาจทำให้พวกเค้ารู้สึกไม่สบาย บาดเจ็บ หรือไปเกี่ยวสิ่งของต่าง ๆ ได้ ควรใช้กรรไกรตัดเล็บสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ และตัดบริเวณปลายเล็บเท่านั้น หลีกเลี่ยงการตัดลึกเข้าไปที่บริเวณ “ควิก” (Quick) ซึ่งเป็นส่วนที่มีเส้นเลือด และเส้นประสาท เพราะจะทำให้เลือดออก และทำให้น้องแมวบาดเจ็บได้ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาสัตวแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

  1. จัดสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย

หมั่นทำความสะอาดกระบะทราย และเปลี่ยนทรายเป็นประจำ เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อุ้งเท้าจากแบคทีเรีย และสิ่งสกปรก ใช้พรมที่นุ่มปูพื้นบริเวณที่น้องแมวชอบกระโดดหรือวิ่ง เพื่อป้องกันการกระแทกที่อาจทำให้พวกเค้าบาดเจ็บ รวมถึงระวังสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดบ้าน เช่น น้ำยาถูพื้น ยาฆ่าแมลง ที่เมื่อน้องแมวสัมผัสหรือเหยียบแล้วอาจเกิดการระคายเคืองหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

การดูแลอุ้งเท้าแมว เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้ว่าอุ้งเท้าแมวจะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของร่างกาย แต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่นเลย การใส่ใจ ดูแลอุ้งเท้าแมวอย่างถูกวิธี และสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่ช่วยให้น้องแมวมีความสุข และมีสุขภาพดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความรัก และความผูกพันที่เรามีต่อเจ้านายตัวน้อยของเราอีกด้วย 

มาดูแลอุ้งเท้าที่แสนน่ารักของพวกเค้าให้แข็งแรง และพร้อมสำหรับทุกการผจญภัยกันนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://thonglorpet.com/en/diary/แมว-เท้าแมว-อุ้งเท้า-ความลับ-ทาสแมว

ทุกก้าวเล็ก ๆ ที่น้องหมาเติบโตขึ้น ล้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม น้ำตา และความทรงจำที่มีค่าที่สุดสำหรับเรา

บางครั้ง..แค่หันกลับไปมองภาพวันแรก เราก็อดยิ้มไม่ได้ ที่น้องหมาตัวเล็ก ๆ วันนั้น กลายเป็นครอบครัวที่แสนดีกับเราจนถึงวันนี้

ขอบคุณ 15 เรื่องราวที่ทุกบ้านได้ร่วมแชร์กับ Pawdy ทำให้เราได้เห็นว่า การมีน้องหมาอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้…คือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหัวใจ

ประกาศรายชื่อ 15 บ้าน ที่จะได้อยู่บนวิดิโอโฆษณาของพอดี้

1.(นู๋กะทิ) ลูกสาวคนสวยของแม่ อายุ 3 ปี 4 เดือนแล้วนะ

จากวันแรก…ถึงวันนี้
ก่อนหน้านี้…ชีวิตแม่เงียบเหงา เหมือนบ้านที่ไฟดับกลางดึก ทั้งมืด ทั้งหนาว ทั้งไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องตื่นมาเพื่ออะไรช่วงนั้นโควิดกำลังระบาด โลกทั้งใบสั่นสะเทือน และแม่…ก็สูญเสียคนในครอบครัวไปแบบไม่มีวันได้เจอกันอีก

แล้ววันหนึ่งแม่ก็เจอเธอ — เจ้าหมาน้อยที่ชื่อ “กะทิ” ไม่รู้เพราะอะไร ตอนที่แม่เห็นแววตาสดใสของลูกครั้งแรก หัวใจที่ด้านชาไปนาน…กลับรู้สึกอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตแม่มีใครบางคนให้กลับบ้านไปหา มีเสียงฝีเท้าเล็ก ๆวิ่งมาต้อนรับทุกเย็น มีดวงตาคู่เดิมที่มองแม่เหมือนเธอเข้าใจทุกอย่าง แม้จะพูดไม่ได้ กะทิไม่เคยเป็นแค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็น “สมาชิกในครอบครัว” ที่มาช่วยต่อเติมส่วนที่ขาดในใจแม่

หนูเฟรนลี่ น่ารัก ชอบเข้าสังคม และมีนิสัยที่ “ใหญ่ใจดี”เหมือนสื่อสารว่าโลกนี้ยังอบอุ่นอยู่ ถ้าเรามีใครบางคนให้รัก ทุกวันที่กะทินั่งรอแม่กลับบ้าน…แม่ก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

แม่สัญญาว่าจะพาไปเที่ยวในทุกที่ที่ไป จะดูแลหนูเหมือนที่หนูเคยดูแลหัวใจแม่จะเก็บภาพความสุขในทุกวันไว้ให้ลูกเสมอ เพราะตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกัน…เราก็กลายเป็นโลกทั้งใบของกันและกันไปแล้ว

(รักนู๋กะทิ ที่สุดเลยลูก)

2.น้องลัคกี้ (สุวัณณะตา ยอดผักแว่น)

จากวันแรก…ถึงวันนี้
ป๋มชื่อลัคกี้คับ หมาพันธุ์ทางที่ได้เจอ “บ้าน” จากตลาดนัด ตอนเด็ก ป๋มอยู่ท้ายรถกระบะกับพี่น้องรวม 11 ตัว ใคร ๆ ก็มองผ่าน…

เพราะป๋มไม่ใช่พันธุ์นอก ไม่ใช่หมาแบรนด์

แล้ววันนั้น…วันธรรมดาวันหนึ่ง ก็กลายเป็น “วันพิเศษ” ของป๋มป๋มน้ำลายฟูมปากเพราะร้อนจัด แม่คับเดินผ่านมาเห็น แล้วหยิบขวดน้ำขึ้นมาค่อยๆ รินให้ป๋มจิบ เช็ดตัว เปิดพัดลม แล้วกอดป๋มไว้

แม่คับไม่ได้พาป๋มไปใส่กรงเหมือนหมาตัวอื่นที่รอคนรับเลี้ยง แต่แม่คับพาป๋มกลับบ้านเลย…ในวันนั้น นั่นแหละ…วันเกิดของป๋ม — 13 พฤษภาคม 2566

ปีถัดมา ป๋มได้สมัครเข้าประกวด Thonglor Brand Ambassadorและหมาพันธุ์ทางตัวนี้…กลายเป็นตัวเดียวที่ได้เข้ารอบชิง แม้จะไม่ได้รางวัลกลับบ้าน แต่ป๋มรู้ว่า…หัวใจแม่คับพ่อคับชนะไปแล้ว เพราะ “ความภูมิใจ” เต็มตา

ป๋มได้ใส่ผ้าไทย เดินแฟชั่นในงาน Khonkaen Pet Expo 2025 ได้ไปเที่ยวประเทศลาวกับพ่อคับแม่คับ ป๋มไม่เคยนึกฝันว่าชีวิตหมาตลาดนัด จะได้ไปไกลถึงขนาดนี้สองปีผ่านไปเร็วเหมือนโกหก แต่ทุกวันมีแต่ความสุข ความผูกพัน และรอยยิ้มที่ไม่เคยธรรมดา

ขอบคุณที่แม่คับเลือก “ลัคกี้” วันนั้น และขอบคุณที่แม่คับยังพาลัคกี้ไปตลาดนัดด้วยกันทุกครั้ง ไม่รู้ว่าใครติดใครกันแน่ แต่รู้แค่ว่า…เราติดกันไปตลอดชีวิต

3.น้องไคจู (GUboat Gogolf)

จากวันแรก…ถึงวันนี้
ป๋มชื่อลัคกี้คับ หมาพันธุ์ทางที่ได้เจอ “บ้าน” จากตลาดนัด ตอนเด็ก ป๋มอยู่ท้ายรถกระบะกับพี่น้องรวม 11 ตัว ใคร ๆ ก็มองผ่าน…

เพราะป๋มไม่ใช่พันธุ์นอก ไม่ใช่หมาแบรนด์

แล้ววันนั้น…วันธรรมดาวันหนึ่ง ก็กลายเป็น “วันพิเศษ” ของป๋มป๋มน้ำลายฟูมปากเพราะร้อนจัด แม่คับเดินผ่านมาเห็น แล้วหยิบขวดน้ำขึ้นมาค่อยๆ รินให้ป๋มจิบ เช็ดตัว เปิดพัดลม แล้วกอดป๋มไว้

แม่คับไม่ได้พาป๋มไปใส่กรงเหมือนหมาตัวอื่นที่รอคนรับเลี้ยง แต่แม่คับพาป๋มกลับบ้านเลย…ในวันนั้น นั่นแหละ…วันเกิดของป๋ม — 13 พฤษภาคม 2566

ปีถัดมา ป๋มได้สมัครเข้าประกวด Thonglor Brand Ambassadorและหมาพันธุ์ทางตัวนี้…กลายเป็นตัวเดียวที่ได้เข้ารอบชิง แม้จะไม่ได้รางวัลกลับบ้าน แต่ป๋มรู้ว่า…หัวใจแม่คับพ่อคับชนะไปแล้ว เพราะ “ความภูมิใจ” เต็มตา

ป๋มได้ใส่ผ้าไทย เดินแฟชั่นในงาน Khonkaen Pet Expo 2025 ได้ไปเที่ยวประเทศลาวกับพ่อคับแม่คับ ป๋มไม่เคยนึกฝันว่าชีวิตหมาตลาดนัด จะได้ไปไกลถึงขนาดนี้สองปีผ่านไปเร็วเหมือนโกหก แต่ทุกวันมีแต่ความสุข ความผูกพัน และรอยยิ้มที่ไม่เคยธรรมดา

ขอบคุณที่แม่คับเลือก “ลัคกี้” วันนั้น และขอบคุณที่แม่คับยังพาลัคกี้ไปตลาดนัดด้วยกันทุกครั้ง ไม่รู้ว่าใครติดใครกันแน่ แต่รู้แค่ว่า…เราติดกันไปตลอดชีวิต

4.น้องเบคอน (Toey Hrwk)

จากวันแรก…ถึงวันนี้
5 ปีก่อน โลกทั้งใบเงียบเหงาเพราะโควิด…และหัวใจของมี๊ก็เงียบเหงาไม่แพ้กัน งานที่เคยมั่นคงถูกลดเงินเดือน ความรักที่เคยเชื่อใจพังไม่เป็นท่า

ชีวิตเหมือนกำลังลอยอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่า ไม่รู้จะเดินไปทางไหนจนก่อนวันเกิดมี๊แค่ 2 วัน มี๊ได้เจอลูกหมาตัวเล็ก ๆ ตัวสุดท้ายในคอก
ไม่มีใครเลือก ไม่มีใครรับกลับบ้านตอนนั้นมี๊ก็ลังเล เพราะตัวเองยังไม่มั่นคงอะไรเลยแต่พอเห็นแววตาของลูกหมาตัวนั้น…เหมือนหัวใจสะดุด เหมือนกำลังถูกเรียกโดยใครสักคนที่เข้าใจความเงียบในใจ นั่นแหละ “เบคอน”

วันนั้นเราอาจไม่รู้ตัว แต่จริง ๆ แล้ว…เราทั้งคู่ต่าง“ต้องการใครสักคน” พอดี จากวันนั้นถึงวันนี้ 5 ปีผ่านไป เบคอนไม่ใช่แค่หมา แต่กลายเป็น “ลูกชายตัวแสบ” ที่มี๊รักที่สุดในโลก

ลูกคือเหตุผลที่ทำให้มี๊ลุกไปทำงานในทุกเช้า ลูกคือพลังใจที่ช่วยให้ผ่านเรื่องราวแย่ ๆ
ถึงค่าขนม เสื้อผ้า ของเล่น อาบน้ำ หรือค่าตัดขน จะรวมกันเกินบัตรเครดิตไปหลายรอบ

แต่มี๊ก็เต็มใจ…เพราะลูกคือสิ่งที่มีค่าที่สุด ขอบคุณที่เกิดมาให้เราได้เจอกันนะ เบคอน
ขอบคุณที่เปลี่ยน “วันเกิดธรรมดา” ของมี๊ ให้กลายเป็น “วันเริ่มต้นของครอบครัว” ของเรา

5.น้องแดซอง (Jejee Bunnag)

จากวันแรก…ถึงวันนี้
เวลากว่า 11 ปีผ่านไป แม่ยังจำได้แม่นเลย ว่าวันที่ “แดซอง” เข้ามาในชีวิต ไม่ได้แค่เปลี่ยนบ้าน…แต่เปลี่ยนทั้งหัวใจของแม่

ลูกหมาตัวจิ๋ววัยแค่เดือนเดียว ที่แม่ตั้งชื่อว่าแดซอง แม่อุ้มแนบอก ป้อนนมทีละหยด ลูบหลังเบา ๆ จนลูกหลับคาอกในวันแรก

จากวันนั้น ลูกก็นอนกอดตุ๊กตาเคียงข้างแม่ทุกคืน เติบโตเป็นลาบราดอร์ใจดีที่ไม่เคยปล่อยให้แม่เหงาอีกเลย

วันนี้ ลูกอาจไม่ซนเหมือนเคย วิ่งไม่เร็วเหมือนก่อนแต่แววตาคู่นั้นก็ยังอบอุ่นเหมือนเดิม แสงนุ่ม ๆ ที่คอยฮีลใจแม่เสมอ

แดซองไม่ใช่แค่หมา แต่เป็นเพื่อนที่วิ่งตามแม่ไปได้ทุกที่ จากคาเฟ่ริมทาง…จนถึงลมทะเลที่ปลายฟ้า

เป็นรอยยิ้มในวันที่แม่เหนื่อย เป็นเพื่อนใจดีที่ไม่เคยห่าง เป็น “ความสุข” ที่มีเสียงเล็บก๊อกแก๊กวิ่งตามมาเสมอ

11 ปีที่ผ่านมา โลกของแม่มีเสียงหัวเราะเล็ก ๆ ทุกวัน แม่ไม่รู้หรอกว่าเราจะได้กอดกันไปอีกนานแค่ไหน

แต่แม่รู้ว่า…ทุกวันที่มีแดซองอยู่ด้วยกัน คือของขวัญที่มีค่าที่สุด

อยู่กับแม่นาน ๆ นะลูกชายหัวใจละมุน เพราะความสุขของแม่…มักมีรอยเท้าของลูกอยู่เสมอ

6.น้องมอนโด้ (มอนโด้ ลูกแม่ดา โกลเด้น)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

บ้านเรามีหมาอยู่แล้ว 6 ตัว ซึ่งตอนนั้นก็คิดว่า…พอแล้ว จนวันหนึ่ง น้องคนรู้จักขอให้ช่วยหาบ้านให้ลูกโกลเด้นวัย 3 เดือน

แม่ดารับเลี้ยงชั่วคราวเป็น 21 วันที่แสนเหนื่อย น้องชอบลุยฝน ชอบวิ่งเล่น ชอบซน
และวันที่ต้องส่งตัว ก็ใจหายอยู่ไม่น้อย

เวลาผ่านไปไม่นาน แม่เดิมของน้อง (คนที่ช่วยไม่ให้โกลเด้นตัวแรกโดนปล่อยวัด)
ทักมาพร้อมชื่อใหม่ “มอนโด้”

เธอบอกว่า ถ้าแม่ดาไม่รับ…จะไม่ให้ใครอีก เพราะอยากให้อยู่กับบ้านที่อบอุ่น แม่ดาหารือกับลูกสาว ก่อนตัดสินใจไปรับน้องที่หัวหิน
วันแรกที่เจอกัน มอนโด้วัย 4 เดือน หนัก 15 กิโล วิ่งมาหา…แล้วยกขาฉี่ใส่ ขำไม่ออกก็ขำออก เพราะนั่นคือสไตล์ของเขาจริง ๆ

พอพากลับบ้านที่เพชรบุรี มอนโด้เจอกับพี่หมา 6 ตัว เดินดมอย่างสุภาพ ก่อนจะนั่งหลบอยู่มุมหน้าบ้านคนเดียว

แม่ดายังจำได้ดี…วิ่งไปเก็บอึในสนาม พร้อม ๆ กับที่มอนโด้วิ่งสวนมาทางเดียวกัน ได้เก็บอึทันเวลา แต่ตาเขียวไปข้างหนึ่ง
ก็เป็นของแถมที่ไม่คาดคิด

มอนโด้ยิ่งโต ยิ่งตัวใหญ่ และแม่ดาเองก็เข้าสู่วัยที่ต้องเริ่มถนอมเข่า จึงตัดสินใจพาเขาไปฝึกควบคุมทุกเสาร์–อาทิตย์
จากหมาน้อยพลังล้น กลายเป็น “คู่ซ้อม” ของแม่ดา จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่แก๊งโกลเด้นก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น

มอนโด้ได้ไปงานถ่ายแบบ ได้ออกทีวี ได้เป็นแชมป์กระโดดน้ำ 2 สมัย ได้ลงแข่งว่ายน้ำกับเพื่อน ๆ
และแม่ดา…ก็ได้ขยับตัวออกกำลังกายไปพร้อมกัน

พอเข้าสู่วัย 3 ขวบ ตรวจพบว่าเบ้าสะโพกเคลื่อนเล็กน้อย นั่นทำให้ต้องดูแลเขาใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งอาหารเสริม การว่ายน้ำ การเดิน และความรัก
มอนโด้ยังคงเป็นนักวิ่งตัวเดิมในวันดี ๆยังว่ายน้ำเก่ง และยังเดินเคียงข้างเราในทุกเช้า

ยิ่งโต…ยิ่งนิ่ง ยิ่งอยู่ด้วยกัน…ยิ่งอบอุ่น ก่อนโควิด แก๊งโกลเด้น 6 ครอบครัว 9 ตัว นัดกันวิ่งมินิมาราธอน ไปเที่ยว ไปหัวเราะ ไปเรียนรู้กัน

ถึงวันนี้ หลายบ้านอาจทยอยจากไป แต่ความรักและมิตรภาพที่มอนโด้นำพา…ยังคงอยู่ เขาไม่ใช่แค่หมาขนทอง เขาคือเหตุผลที่ทำให้ครอบครัวเรา “สมบูรณ์แบบขึ้น”

จากลูกหมาในหัวหิน สู่น้ำหนัก 35 กิโลที่แม่ยิ่งกอด…ยิ่งอุ่น

และแม่ก็ยังอยากกอดแบบนี้ไปนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

7.น้องซูโม่ (Patsorn Natt)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

พี่ซูโม่ เซนต์เบอร์นาร์ดเพศผู้ ขนาด XXL แต่หัวใจอบอุ่นเหมือนลูกหมาตัวจิ๋ว ได้พี่โม่มาตั้งแต่ยังไม่ครบสองเดือน…ตอนนั้น

คิดว่าจะเลี้ยงหมาตัวใหญ่อีกสักตัว แต่ใครจะรู้ว่า เขาจะกลายเป็น “ลูกชายคนแรก” ที่เราทุ่มเททุกบาททุกสตางค์ ตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าอาบน้ำ สปา หมอ ว่ายน้ำ ยันสร้างบ้านอีกหลังให้เขา

วันพาพี่โม่เข้าบ้าน…คนในครอบครัวมองหน้าแล้วส่ายหัว “หมาใหญ่ขนาดนี้ จะเลี้ยงยังไง?” แต่พี่โม่ไม่ใช้คำพูดใด ๆ แค่เดินเข้ามาอ้อนนิด กอดเบา ๆ นิด แล้วก็ตกทั้งบ้านเรียบร้อย ไม่มีใครไม่รัก

น้องไม่เคยโดนตี ไม่เคยโดนดุ ทุกการเห่า กระโดด หรือกินจนจานสะอาด กลายเป็นเรื่องน่าเอ็นดูเสมอ จนพอพี่โม่เริ่มโต…เริ่มดื้อแบบจริงจัง

เสียงเห่าทีเดียวสะเทือนไปสามบ้านแปดบ้าน มีเพื่อนบ้านแอบโยนของเข้ามาให้หยุดเห่า (แต่โชคดีที่ลูกชายไม่กินของคนแปลกหน้า)

เราเลยหาที่เรียนให้น้อง ฝึกคำสั่งพื้นฐาน พาไปว่ายน้ำให้เหนื่อยแล้วหลับ ตอนนี้พี่โม่วัยเก๋าแล้ว 7 ขวบ 8 เดือน หุ่นอาจไม่เหมือนเดิม แต่ยังเห่าฉ่ำ กระโดดรัว ๆ เหมือนเด็กสามขวบไม่มีผิด

บางครั้งเราก็เผลอคิดถึง “วันที่พี่โม่ไม่อยู่” เพราะหมาใหญ่มักมีอายุเฉลี่ยแค่ 7-10 ปี

แต่เราขอหยุดคิดแค่นั้น เพราะตอนนี้…ทุกวันที่ได้อยู่กับพี่โม่ คือวันที่บ้านเรามีรอยยิ้มใหญ่เท่าตัวเขา

รักมากนะพี่โม่ ถึงจะดื้อยังไงก็รักไม่ลด และอยากให้รู้ไว้นะว่า…ไม่ว่าลูกจะอยู่กี่ปี ก็จะเป็น “ความภูมิใจ” และ “หัวใจ” ของเราตลอดไป

 

8.น้องพี่จี๊ด (Pangpond Ymg)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

“จิ๋วจี๊ด” คือลูกชายคนแรกของเรา และเป็นหมาตัวแรกที่เรา “ทุบกระปุก” ซื้อมาเลี้ยงแบบใช้เงินเก็บของตัวเอง
ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาที่ยังไม่ค่อยมีเงิน แต่พอได้ยินว่ามี “ชิวาว่าขนยาว” อายุเกือบสองเดือน ขายแค่พันเดียว ก็รีบคว้าโอกาสโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมาชิวาว่าจริง ๆ หน้าตาเป็นยังไง

กล่องลังกระดาษบนห้องกลายเป็นบ้านของพี่จี๊ดแบบลับ ๆ เราแอบเลี้ยงเขาเงียบ ๆ เพราะไม่กล้าบอกที่บ้าน แต่แล้วก็ถูกจับได้…และกลายเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านแบบเต็มตัว

พี่จี๊ดน่ารัก น่าเอ็นดู ติดเราหนักมาก ขับรถก็ไปด้วย ไปเที่ยวก็ไปด้วย กินนอนด้วยกันตลอดจนมีคนเริ่มทักว่า “หมาพันธุ์อะไรเหรอ?”เราก็ตอบอย่างภาคภูมิใจว่า “ชิวาว่าขนยาวค่ะ!”
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือสายตางง ๆ และเสียงหัวเราะ

“มือใหญ่เท้าใหญ่ หมาบ้านแน่นอน!” วันเวลาผ่านไป พี่จี๊ดเริ่มตัวโตขึ้นนิด หน้าเรียวยาว หูตั้ง แถมซนและดื้อมาก เราเริ่มเข้าใจว่า… นี่มัน ‘ชิวาวัด’ ชัด ๆ เลยนี่นา! 😂
ถึงจะไม่ใช่หมาพันธุ์แท้ แต่พี่จี๊ดเป็นหมาที่ “รักเราแบบไม่มีเงื่อนไข” ทุกเช้าจะมาซบ มาหอมแก้ม ทุกเย็นจะรอหน้าบ้าน กระดิกหางดีใจสุดชีวิต

ถ้าวันไหนกลับดึกก็จะกระโดดบ่นเสียงดังว่า “ทำไมกลับช้า!” ยามเราน้ำตาไหล…เขาจะมาเลียหน้าเบา ๆ เหมือนปลอบ
10 ปีที่ผ่านมา พี่จี๊ดอยู่กับเราทุกช่วงอารมณ์ของชีวิต เคยมีช่วงที่เราท้อแท้จนอยากหายไป แต่คำถามเดียวในหัวตอนนั้นคือ

“ถ้าเราไม่อยู่แล้ว…ใครจะอยู่กับพี่จี๊ด?” แค่นั้นก็ทำให้ล้มเลิกความคิดนั้นทันที หมาตัวนี้อาจไม่ใช่หมาพันธุ์ดี แต่เขาคือ “ลูกชายที่ดีที่สุด” ที่เรารักที่สุดในชีวิต

และจะรักแบบนี้ ไปจนวันสุดท้ายที่เราจะได้หอมแก้มกัน

9.น้องฮาเธอร์ (Pharaoh IsisFamily)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

เธอเป็นหมาตัวสุดท้อง…และอาจจะเป็น “คนสุดท้าย” ที่นุดแม่ตั้งใจจะเลี้ยงวันแรกที่มา เธอแป้นแล้น สดใส หน้าตาน่าหยิกแก้ม ใครเห็นก็รักแต่สิ่งที่เธอมีมากกว่าความน่ารัก ก็คือ “เลือดบางแก้วเข้มข้น 100%”

ฟันน้ำนมแต่ละซี่ไม่ได้หลุดเอง เพราะเธอเลือก “ฝังไว้” ที่ขาพี่ไอซิส หมาสายแบนด็อกต่างสายเลือด

ตอน 4 เดือน เธอเริ่มเปิดศึก ตอน 6 เดือน นุดแม่เริ่มปวดหัว เธอกัดกับเจ้ไอซิสจนสงสารเจ้แบบจับใจ ต้องพาไปฝึกเอง ปรับพฤติกรรม หาแนวทางให้เธอมี “สติ” มากกว่า “สันดาน”

ค่อย ๆ ใช้ใจปรับ ค่อย ๆ รอให้เธอเข้าใจ แล้วอยู่ดี ๆ วันหนึ่ง เธอก็ “ยอมพี่”จากคู่กัดกลายเป็นคู่เล่น จากต้องแยกห้องกลายเป็นนอนใกล้กัน จนตอนนี้ น้อง 1 ขวบครึ่งเจ้ไอซิส 2 ขวบ 8 เดือนอยู่ร่วมกันได้ ไม่ทะเลาะแรง นุดแม่ก็ถือว่า “สุดยอดแล้ว” 1 ปีกว่า ที่เราผ่านทั้ง
ตะมุตะมิ ตะบะแตก

และตอนนี้เธอกำลังเป็น “คนดีนิด ๆ” เริ่มเข้าใจว่า บ้านนี้ไม่ใช่สนามรบนุดแม่ก็รักหนูเหมือนเดิมและจะค่อย ๆ เลี้ยงไปเรื่อย ๆ ไม่รีบ ไม่เร่ง

แค่อยากให้หนูเป็นบางแก้วที่มีสติ และเป็นหมาที่คนรอบข้าง “รักได้โดยไม่ต้องกลัว” ตอนนี้เธอเริ่มรับงานแสดงได้แล้ว บางชิ้นก็ผ่าน บางชิ้นก็วุ่น แต่นุดแม่ก็อยากตะโกนบอกโลกว่า…เก่งมากนะลูก! และต่อให้เธอแสบอีกแค่ไหน แม่ก็จะอยู่ตรงนี้ เพื่อเลี้ยงหนูให้โต

ด้วยความรัก และสติเยอะ ๆ ทั้งของแม่และของหนูเอง

10.น้องคูเปอร์ (Onlie Ka)

จุดเริ่มต้นของคูเปอร์…

มาจากวันที่บ้านต้องบอกลาพี่โคนี่ หมาประจำบ้านไปอย่างกะทันหัน บ้านที่เคยเต็มไปด้วยสัตว์เลี้ยง ทั้งหมา แมว กระต่าย เต่า นก หนูสายพันธุ์แปลก ๆ…
จู่ ๆ ก็กลายเป็นบ้านที่เงียบเกินไป

ความเคยชินที่มีเสียงเล็บก๊อกแก๊กวิ่งตาม พอหายไป มันเศร้ากว่าที่คิด จึงตัดสินใจหาหมาตัวใหม่เป็นครั้งแรกในชีวิต — “คูเปอร์” เขาเป็นหมาตัวแรกที่ซื้อมาเอง ไม่ได้มาจากฟาร์ม แต่เกิดจากความรักของคนธรรมดา
ตั้งแต่วันแรกที่คูเปอร์เข้าบ้าน ก็ทุ่มเทดูแลแบบเต็มที่ แต่แล้วปัญหาก็เข้ามาเร็วเกินคาด…คูเปอร์ต้องผ่าตัดตั้งแต่อายุ 9 เดือน เพราะเอ็นสะบ้าฉีก ผ่าแล้วก็ยังหลุดอีก ต้องคอยคุมอาหาร ออกกำลังกาย และทานวิตามินบำรุงต่อเนื่อง

ถึงวันนี้เกือบ 3 ปีแล้ว สิ่งเหล่านี้ยังคงทำอยู่เหมือนเดิม — เพราะรู้ว่า “หมาพูดไม่ได้ แต่เรารู้ว่าเขารู้สึก” อาจไม่มีใครรู้ว่าคูเปอร์เคยผ่านอะไรมาบ้างแต่เรารู้ และเราจะไม่ปล่อยให้เขาขาดอะไร
เด็กหมาตัวนี้เคยต้องเสียช่วงวัยเด็กไปกับการรักษา เราจึงพาเขาไปทุกที่ที่ไปได้ ร่วมอีเวนต์ K9, ไปเที่ยวต่างจังหวัด, เดินป่า สูดอากาศดี ๆ

ไม่ใช่เพราะอยากโชว์ว่าเลี้ยงหมาแบบพรีเมียม แต่เพราะอยาก “คืนช่วงเวลาที่เขาเคยเสียไป” ให้กลับมาเป็นความสุขคูเปอร์อาจไม่ใช่หมาที่สมบูรณ์แบบ แต่เราจะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุด เพราะหมามีอายุสั้นกว่าเรา
และทุกนาทีที่เขายังอยู่ คือของขวัญที่เราต้องรักษาไว้ให้เต็มหัวใจ ขอบคุณที่ให้เล่าเรื่องของคูเปอร์ และหวังว่ามันจะเป็นกำลังใจให้ใครก็ตามที่กำลังเลี้ยงสัตว์ด้วยความตั้งใจ

เราไม่ได้เลี้ยงหมา เราเลี้ยง “ลูกชายคนหนึ่ง” ต่างหาก

11.น้องมะขามและน้องขนุน (Dokchoorung Jaruwan)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

ปี 2009…คือปีที่แม่ได้เจอ “เจ้าขนุนน้อย” กับ “เจ้ามะขามดำ” เป็นครั้งแรก ขนุนมาแบบงง ๆ เพราะแม่ตั้งใจจะเลี้ยงลาบราดอร์ แต่แล้วกลับได้ เซนต์เบอร์นาร์ดตัวกลม ๆ นมชมพู มาแทน
แถมยังเจอเรื่องชวนจำไม่ลืมตั้งแต่วันแรก วันที่จะไปรับน้องที่คาร์โก้สุวรรณภูมิ รถตกหลุมจนแหนบหักต้องเปลี่ยนรถกะทันหัน กว่าจะไปถึง…เกือบตี 1

เปิดกรงสีชมพูออกมา เจอลูกหมาน้อยหลับปุ๋ย… เหมือนมอบคำว่า “บ้าน” ให้กันแบบไม่ต้องพูด 15 วันหลังจากนั้น “เจ้ามะขาม” หมาดำลาบราดอร์ที่ตั้งใจไว้ ก็เดินเข้ามาเติมเต็มอีกครึ่งของหัวใจ

สองตัวนี้เกิดห่างกันแค่ 2 วัน โตมาด้วยกัน ซนด้วยกัน ดื้อด้วยกัน แล้วอยู่ดี ๆ วันหนึ่ง ชีวิตแม่ก็เหมือนถูกตัดขาดจากโลก
ความรักพังทลาย ความผูกพันบางอย่างขาดสะบั้น

ในเสี้ยววินาทีแห่งความมืด…แม่หันไปถามหมาทั้งสองว่า“ไปตุยกับแม่ไหม?”มะขามเลียหน้าแม่ทันที น้ำตาไหลพร้อมกันทั้งคู่ ขนุนไม่พูดอะไร แค่นอนซบอยู่บนตัก
และนั่นคือวินาทีที่แม่รู้ว่า ไม่ว่าใครจะไป…แต่หมาไม่เคยทิ้งเราเลย

หลังจากนั้น แม่เลี้ยงทั้งสองตัวแบบแม่เลี้ยงเดี่ยว อาจไม่หรู ไม่ได้พาไปเที่ยวทุกสัปดาห์แต่ทุกวันเต็มไปด้วย “ความรักที่ดีที่สุดเท่าที่แม่จะให้ได้”
เราขับรถไปชมเมืองด้วยกันกินด้วยกัน นอนด้วยกัน และอยู่ด้วยกัน…จนวันสุดท้าย

ขนุน—ตัวใหญ่ ข้อต่อสะโพกเสื่อม มะขาม—ตัวดำ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ทั้งคู่จากไปในวัย 12 กับ 13 ปี

แต่ไม่มีวันไหนเลยที่แม่ไม่คิดถึง เพราะพวกเขาไม่ใช่แค่หมา พวกเขาคือเพื่อน
คือครอบครัว คือกำลังใจในวันที่ชีวิตไม่มีใคร

และคือ “เหตุผล” ที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ รักตั้งแต่แรกพบ รักในทุกช่วงชีวิต

ขอบคุณมะขาม ขอบคุณขนุน สักวันเราจะได้พบกันอีกครั้งนะลูก

12.น้องแดอุน (แดอุน เจ้าตัวป่วน)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

ไม่รู้ว่าใครเลือกใครก่อนกัน…แต่ตั้งแต่วันที่เรามองตากันครั้งแรก แม่ก็รู้เลยว่า “เจ้าตัวเล็กคนนี้” จะกลายเป็น ความสุขประจำวันของแม่ แดอุน เจ้าหมาน้อยจอมทะเล้น ยิ้มเก่ง วิ่งเก่ง ใจเก่งเกินตัวลูกเติบโตมาพร้อมเสียงหัวเราะของแม่และความสามารถที่ทำให้แม่ทึ่งเสมอ

ไม่ว่าจะโชว์อะไรบนเวที หรือแค่เล่นซนอยู่บ้านเฉย ๆ ลูกก็ทำให้แม่ “ภูมิใจได้ทุกวัน” แดอุนไม่ใช่แค่หมาเก่ง แต่เป็น “เพื่อนแท้” ที่เข้าใจแม่โดยไม่ต้องพูด เป็นพลังเงียบที่คอยประคองหัวใจแม่ในทุกวัน

และเป็นแรงผลักเบา ๆ ที่ทำให้แม่กล้าก้าวไปข้างหน้าเราเดินเคียงข้างกันมาแล้วในวันธรรมดา และในคืนที่เต็มไปด้วยความฝัน

ทุกวันนี้แดอุนก็ยังซนเหมือนเดิมยังชอบกัดรองเท้าแม่ทุกวันจนแม่สงสัยว่าคู่ไหนจะรอดได้บ้าง แต่ก็อย่างที่รู้…แม่รักเจ้าตัวแสบนี้ที่สุดอยู่ดี เพราะแววตา ความฉลาด และความเจ้าเล่ห์นิด ๆ ยังทำให้แม่ “ตกหลุมรักซ้ำ ๆ” ได้เสมอ

อยู่กับแม่ไปนาน ๆ นะ แดอุนของแม่ เพราะแม่ยังมีอีกหลายที่อยากพาไป และยังมีเรื่องสนุกอีกเยอะ… ที่อยากเล่าให้ลูกฟังระหว่างทาง

13.น้องมุซัน (Sirilak Silajan)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

ตอนคุณยายเลือก “มุซัน” มาเลี้ยง ขาเป็นหมาตัวเล็กสุดของคอก เงียบ เรียบร้อย ไม่ร้อง ไม่เห่า ไม่ดื้อ แต่พอกลับมาถึงบ้าน…

ก็พบว่า มุซันคือตัวจริงเสียงจริงของคำว่า “หลอกลวงแบบน่ารัก” เพราะน้องซนสุด ๆ ดื้อใช้ได้ พลังเหลือเฟือ และเล่นไม่รู้จักเหนื่อย
อาจเพราะเป็นหมาตัวเดียวในบ้าน เลยได้รับทั้งความรักและ “การตามใจ” แบบเต็มอัตราศึก

มุซันกลายเป็นเจ้าตัวป่วนที่เติมสีสันให้บ้าน ชอบที่สุดคือลูกบอลเล็กมีเสียง เวลากัดแล้วดัง หรือเวลาแม่โยนให้วิ่งไปคาบ

ชอบมากจนบางทีซ่อนไว้เฉย ๆ แล้วรอให้แม่ซื้ออันใหม่ พอแม่ไม่ซื้อซะที…ก็ค่อยแอบงัดลูกเก่ามาเล่นแบบเนียน ๆ

ถึงจะซน แต่ก็ฉลาด เรียนรู้ไว สอนให้นั่งรอ ขอมือ เดินสองขาก็ทำได้

แค่บางทีพลังเยอะไปหน่อย ชอบพุ่งใส่พ่อเหมือนสปาร์ตันเลยต้องค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมกันไป

วันนี้มุซันอายุ 4 ขวบแล้ว เข้าสู่ปีที่ 5 สุขภาพแข็งแรงดี กินจุเหมือนเดิม และยังแทะไม้เก่งไม่เปลี่ยน ไม่ว่าไม้จะมาจากไหน น้องหาเจอได้ทุกวัน

เขาอาจจะเล่นแรงบ้าง แต่ใจดีทุกครั้งที่มีแขกมาบ้าน เป็นเจ้าบ้านต้อนรับแขกลุงป้าน้าอาอย่างสุภาพ

มุซันคือ “พี่หมาตัวใหญ่” ที่หัวใจนุ่มนิ่ม และเป็นลูกรักประจำบ้านที่ไม่มีวันถูกแทนที่ได้เลย

14.น้องยุกยิก (Kritsana Ruanjan)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

บ้านเรามีแมวเกือบ 20 ตัว และก็ไม่คิดเลยว่าจะมี “หมา” เข้ามาเพิ่มได้อีก จนวันหนึ่ง…ลูกสาวบอกว่าอยากเลี้ยงลูกหมาสักตัว

เราเลยตัดสินใจรับ “น้องยุกยิก” มาจากการ adopt เขาเป็นน้องหมาพันธุ์คอร์กี้ ขาสั้น หน้าตาซื่อ ๆ และเป็นหมาตัวแรกในรอบ 10 ปีที่เข้ามาอยู่ในบ้านแมว

ตอนรับมา ยุกยิกอายุประมาณ 5 เดือน และมีอาการเฉพาะตัวตั้งแต่เกิด หัวสั่นนิด ๆ คอเอียงนิดหน่อยเหมือนกำลังสงสัยโลกใบนี้อยู่ตลอดเวลา

จะบอกว่าน่ารักไหม…ก็น่ารักแบบงง ๆ แหละ

ผลตรวจบอกว่าเป็นเพราะกระดูกชั้นในหูไม่เท่ากัน แต่สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดีมาก อาจได้ยินเสียงไม่เท่าหมาตัวอื่น แต่เขา “ฟังใจเรา” เก่งมาก
และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ…ยุกยิกไม่เห่าเลย ตลอด 2 ปีที่อยู่ด้วยกัน เห่าแค่ 16 ครั้ง (เรานับจริง ๆ!)

ไม่ได้สอนด้วยนะ เขาแค่เป็นแบบนั้นเอง และนั่นอาจเป็นเพราะ…เขามาอยู่ด้วยใจ ไม่ใช่ด้วยเสียง

ยุกยิกกลายเป็น “เพื่อนที่เงียบแต่นุ่มละมุน”สำหรับลูกสาวของเรา และกลายเป็น “รักใหม่ในบ้านที่เต็มไปด้วยแมว” เราอาจไม่ได้เริ่มจากความคุ้นเคย

แต่นับจากวันแรกที่เลือกน้องมา เราก็พยายามให้ทุกอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาคู่ควร และทุกวันนี้ ยุกยิกก็ตอบแทนเราด้วยการ
อยู่เคียงข้างลูกสาวเสมอ…แบบเงียบ ๆ แต่ไม่เคยหายไปไหนเลย

15.น้องปุณ (Pann Chaichareonchon)

จากวันแรก…ถึงวันนี้

วันแรกที่ป๊าเจอหนู อาจไม่เหมือนเรื่องราวของใครหลายคน เพราะเราพบกันตอนที่หนูอายุ 4 ขวบแล้ว ผ่านชีวิตมาไม่น้อย

แต่ป๊าเชื่อว่า…การเจอกันไม่จำเป็นต้องเร็ว แค่ “ทันกัน” ก็พอ เราเริ่มต้นจากการเรียนรู้กันและกัน ทั้งเรื่องการกิน นิสัย การปรับตัว แต่หนูไม่ดื้อเลย

ป๊าเลยตั้งชื่อใหม่ให้ว่า “ปุณ” เพราะอยากให้หนูได้รับความรักแบบเต็ม ๆ และทุกวันนี้…ปุณก็เป็น “ความรักเต็มบ้าน”ไม่ว่าไปไหน ก็ไปด้วยกัน

นั่งรถจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ก็เคยมาแล้ว อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจ แบบที่ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรก แต่ทุกวันก็กลายเป็นวันสำคัญ

ตอนนี้ปุณ 6 ขวบแล้ว ป๊าหวังแค่ให้หนูแข็งแรง ร่าเริง และยังคงไปเที่ยวด้วยกันแบบนี้ไปอีกนานแสนนาน

เพราะตั้งแต่ปุณเข้ามา หัวใจของป๊า…ก็ “เต็ม” แล้วจริง ๆ

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา พอดี้ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมโยคะกับน้องหมา เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และโมเมนต์สุดน่ารักที่เจ้าของและน้องๆ ได้มาใช้เวลาร่วมกัน

พอดี้เชื่อว่า สุขภาพดีเริ่มจากภายใน เราจึงส่งต่ออาหารสัตว์เลี้ยงเกรดพรีเมียม ที่คัดสรรอย่างใส่ใจ… เพื่อให้ทุกท่วงท่า ทุกลมหายใจ และทุกการเคลื่อนไหวของน้องๆ เต็มไปด้วยพลังที่สดใส

ขอบคุณทุกครอบครัวที่มาร่วมสร้างความทรงจำแสนพิเศษไปด้วยกัน กับ Feel yoga แล้วเจอกันใหม่ในกิจกรรมดีๆ จากพอดี้นะคะ

Pawdy x U Power Digital Idea Challenge

อีกหนึ่งก้าวที่พอดี้ได้ร่วมส่งต่อพลังไอเดียสู่คนรุ่นใหม่ เพราะเราเชื่อว่าการสร้างสรรค์คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

ในปีนี้ พอดี้ภูมิใจที่ได้เป็น หนึ่งในโจทย์จริง ให้น้อง ๆ นักศึกษาจากหลากหลายมหาวิทยาลัย ได้แสดงศักยภาพการคิดกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ผ่านโครงการ U Power Digital Idea Challenge SS.8

ซึ่งไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ แต่ยังเป็นเวที ชิงรางวัล ที่เปิดโอกาสให้ไอเดียของน้อง ๆ ก้าวสู่การเป็นแนวคิดที่สร้างแรงบันดาลใจจริงให้กับสังคม

จากการใส่ใจสุขภาพสัตว์เลี้ยง สู่การใส่ใจการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย เพราะสำหรับพอดี้… “สิ่งที่ดีต่ออนาคต เริ่มจากการดูแลตั้งแต่วันนี้”

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ​

มหาวิทยาลัยศรีปทุม

มหาวิทยาลัยหอการค้า

Shopping Cart

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า
Scroll to Top